การจะไต่แรงค์ VALORANT ขึ้นไปอาจจะไม่ได้วัดกันที่ความแม่นยำในการยิงอย่างเดียว แต่การบริหารเงินแต่ละรอบการเล่น และการเลือกใช้ปืนให้เหมาะกับแต่ละราวนด์ ก็เป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ผู้เล่นออกจากแรงค์ที่ติดอยู่เพื่อพุ่งทยานสู่แรงค์ที่สูงขึ้นได้
บทความนี้จะพาผู้เล่นไปเจาะลึกเกี่ยวกับปืนใน VALORANT ทุกกระบอก ทั้งวิเคราะห์ความคุ้มค่า ราคา และความเหมาะสมในการเลือกใช้ เพื่อช่วยในตัดสินใจซื้อปืนได้ในแต่ละราวนด์
ประเภทของปืนใน VALORANT
ปืนพก (Sidearms)
ปืนพกมีความสำคัญมากในรอบแรกของครึ่ง และในรอบที่ต้องประหยัดเงิน
- Classic – ปืนเริ่มต้นที่ทุกคนได้รับฟรี มีโหมดคลิกขวาที่ยิงออกไป 3 นัดพร้อมกัน สามารถฆ่าศัตรูพร้อมเกราะเต็มได้ในระยะประชิด เหมาะสำหรับใช้ในตอนที่ต้องการ ใช้เงินซื้ออย่างอื่น เช่น เกราะหรือสกิลในรอบแรก หรือใช้เป็นอาวุธสำรองเมื่อกระสุนปืนหลักหมด
- Shorty – ปืนลูกซองฉบับพกพา ที่เหมาะสำหรับการใช้ซุ่มยิงในมุมใดมุมนึง เพียงนัดเดียวก็สามารถฆ่าศัตรูได้ เมื่อศัตรูเดินเข้ามาใกล้ เหมาะสำหรับการเล่นเมื่อผู้เล่นอยู่ฝั่งฝ่ายรับที่เน้นดักซุ่ม ศัตรูที่กำลังบุกเข้ามาในไซต์ หรือถือคู่กับ Operator ที่ช่วยป้องกันศัตรูระยะใกล้
- Frenzy – ปืนพกอัตโนมัติยิงรัว เหมือน SMG ขนาดจิ๋ว เหมาะกับการวิ่งยิงในระยะใกล้เหมาะสำหรับรอบแรกของแต่ละฝั่ง สำหรับผู้เล่นที่ต้องเข้าไซต์แบบดุดัน
- Ghost – ปืนพกที่มีที่เก็บเสียง มีความแม่นยำสูง ยิงหัวนัดเดียวตายได้ในระยะใกล้ ไปถึงกลาง หากไม่มีเกราะ เหมาะสำหรับผู้เล่นที่มั่นใจในการเล็ง
- Sheriff – ปืนที่เปรียบเสมือน Deagle ของปืนใน VALORANT ที่ยิงหัวศัตรูนัดเดียวตายในระยะไม่เกิน 30 เมตร และยังสามารถทะลุกำแพงได้ด้วย เหมาะสำหรับรอบที่ต้องการเซฟเงิน เป็นปืนที่ใช้ทักษะในการเล็งสูง แต่สามารถใช้พลิกเกมได้
ปืนกลมือ (SMGs)
เหมาะสำหรับรอบที่การเงินไม่ดี แต่ต้องซื้อเพื่อรักษาไม่ให้ทีมแพ้ไปมากกว่านั้น หรือรอบที่ 2 หลังจากชนะรอบพกมาได้
- Stinger – เป็นปืนระยะประชิดที่มีอัตราการยิง Fire Rate สูงที่สุดของปืนใน VALORANT แต่กระสุนหมดไวมาก และดีดแรงขึ้นเมื่อเล็งยิง ADS เหมาะสำหรับการใช้ยิงแบบวิ่งเข้าใส่ศัตรูในระยะประชิด หรือ

Source: Fandom – VALORANT
- Spectre – ปืนยอดฮิตของผู้เล่นหลายคนในราวนด์ที่ต้องประหยัดเงิน เป็นปืนมีที่เก็บเสียง คุมแรงดีดได้ง่าย และใช้วิ่งยิงได้ดี เหมาะสำหรับรอบที่ใช้เล่นเพื่อแก้เกมกับฝั่งตรงข้ามที่เล่นแบบ Eco เพื่อยิงคนที่ไม่มีเกราะ หรือใช้ในรอบที่ต้องซื้อสู้
ปืนลูกซอง (Shotguns)
- Bucky – เป็นปืนลูกซองที่มีราคาถูกที่สุดในหมวดหมู่ปืนลูกซอง และมีโหมดคลิกขวาสำหรับยิงระยะกลาง แต่ถูกเนิร์ฟไป คลิกซ้ายระยะประชิดได้ผลมากกว่า เพราะเหมาะสำหรับการเล่นแบบดักมุมแคบ ๆ
- Judge – ปืนลูกซองอัตโนมัติที่สามารถยิงรัวได้ และสร้างดาเมจระยะใกล้ได้ดีที่สุด สามารถใช้หยุดศัตรูตอนบุกได้ เหมาะสำหรับเอเจนท์ที่มีความคล่องตัวสูงอย่างเช่น Raze หรือ Jett ที่สามารถพุ่งเข้าไปยิงระยะใกล้ของศัตรูได้
ปืนไรเฟิล (Rifles)
นี่คือหมวดหมู่ของปืนใน VALORANT ที่ผู้เล่นใช้บ่อยที่สุดในการไต่แรงค์ การเลือกใช้ปืนหลักให้ถูกกับจริตของตัวเองจะช่วยให้ชนะการดวลในแต่ละครั้งได้ง่ายขึ้น
- Bulldog – ปืนไรเฟิลราคาประหยัด ที่สามารถยิงคลิกขวาเพื่อยิงแบบกระสุนเป็นชุด ชุดละ 3 นัด มีความแม่นยำสูงมาก เหมาะสำหรับรอบที่ผู้เล่นมีเงินไม่พอที่จะซื้อปืนไรเฟิลหลักเช่น Vandal หรือ Phantom แต่อยากได้ปืนที่ยิงไกลได้
- Guardian – เป็นปืนที่มีจุดเด่นเป็นการยิงเคาะทีละนัด ทำดาเมจสูงที่สุดในกลุ่มปืนไรเฟิล ยิงหัวนัดเดียวตายทุกระยะ ซูมได้ไกลเหมาะสำหรับผู้เล่นที่ใช้ฝึกเล็งหัว หรือดักยิงระยะไกล
- Phantom – เป็นปืนไรเฟิลที่มีที่เก็บเสียง ทำให้ศัตรูไม่เห็นเส้นกระสุนที่ยิงมา มีอัตราการยิงเร็วกว่าและแรงดีดปืนที่น้อยกว่า Vandal ทำให้คุมตอนยิงแบบสเปรย์ง่ายกว่า ในระยะไกล ไม่สามารถยิงศัตรูเกราะเต็ม ให้ตายในนัดเดียวได้ เหมาะสำหรับผู้เล่นสายสเปรย์
- Vandal – จุดเด่นคือการยิงหัวศัตรูตายในทุกระยะ เป็นปืนที่มีดาเมจคงที่ ไม่ลดลงไปตามระยะทาง แต่มีแรงดีดเยอะกว่าไรเฟิลแบบอื่น และศัตรูสามารถเห็นวิถีกระสุดได้ชัดเจนกว่า เหมาะสำหรับสายดวลปืน วัดความแม่น เป็นปืนที่ผู้เล่นนิยมใช้มากที่สุดในเกม

Source: Fandom – VALORANT
ปืนสไนเปอร์ (Sniper Rifles)
ในหมวดหมู่ของปืนใน VALORANT ปืนสไนเปอร์เป็นกลุ่มอาวุธระยะไกลที่เน้นความแม่นยำสูง โดยผู้เล่นสามารถใช้กล้องเล็งเพื่อขยายภาพในการยิงได้
- Marshal – ปืนที่ถูกที่สุดในหมวดหมู่นี้ เคลื่อนที่ได้รวดเร็ว ยิงตัวนัดเดียวตายถ้าศัตรูไม่มีเกราะ แต่ตายในทุกระยะหากยิงเข้าหัว เหมาะสำหรับใช้ในรอบที่เซฟเงินไว้ และยังใช้เพื่อตัดเลือดศัตรูได้
- Outlaw – ปืนใหม่ล่าสุดที่ถูกเพิ่มเข้ามาในเกม มีจุดเด่นเป็นลำกล้องแฝดที่ยิงได้ 2 นัดติดต่อกัน ทำดาเมจ 140 เมื่อยิงที่ตัว เหมาะสำหรับใช้ในรอบที่ศัตรูต้องประหยัดเงิน
- Operator – เป็นอาวุธที่แพงที่สุดและทรงพลังที่สุดของปืนใน VALORANT หากยิงโดนตัวศัตรูตายทันทีไม่ว่าในระยะไหน เหมาะสำหรับการเล่นใช้เล่นในฝ่ายรับเพื่อคุมพื้นที่หรือเอเจนท์เช่น Jett และ Chamber ที่สามารถหนีได้ไว
ปืนกล (Machine Guns)
- Ares เป็นปืนที่มีราคาเท่ากับ Spectre แต่มีกระสุนเยอะกว่า สามารถยิงทะลุกำแพงได้ดี เหมาะสำหรับยิงสะกดหรือยิงทะลุกำแพงในแรงค์ตอนต้น ๆ
- Odin ปืนกลหนักที่มีกระสุน 100 นัด ยิงทะลุกำแพงได้เกือบทุกจุด เหมาะสำหรับเอเจนท์สายสอดแนมที่สแกนเห็นศัตรูแล้วยิงทะลุกำแพงใส่
สรุปดาเมจอาวุธและปืนใน VALORANT ทั้งหมด
| ประเภท | ชื่อปืน | ราคา (Creds) | ดาเมจ (ตัว/หัว) |
| ปืนพก | Classic | ฟรี | 26 / 78 |
| Shorty | 300 | 11 / 22 | |
| Frenzy | 450 | 26 / 78 | |
| Ghost | 500 | 30 / 105 | |
| Sheriff | 800 | 55 / 159 | |
| ปืนกลมือ | Stinger | 1,100 | 27 / 67 |
| Spectre | 1,600 | 26 / 78 | |
| ปืนลูกซอง | Bucky | 850 | 20 / 40 |
| Judge | 1,850 | 17 / 34 | |
| ปืนไรเฟิล | Bulldog | 2,050 | 35 / 115 |
| Guardian | 2,250 | 65 / 195 | |
| Phantom | 2,900 | 39 / 156 | |
| Vandal | 2,900 | 40 / 160 | |
| ปืนสไนเปอร์ | Marshal | 950 | 101 / 202 |
| Outlaw | 2,400 | 140 / 238 | |
| Operator | 4,700 | 150 / 255 | |
| ปืนกล | Ares | 1,600 | 30 / 72 |
| Odin | 3,200 | 38 / 95 |
สรุปเทคนิคการเลือกปืนใน VALORANT
- ดูการเงินเพื่อนร่วมทีมเสมอ อย่าซื้อ Vandal คนเดียวในขณะที่เพื่อนใช้ปืนพก รอเพื่อโอกาสชนะที่มากกว่า
- เลือกปืนที่เหมาะกับการยิงของตัวเองเช่น เลือก Vandal ถ้าไม่ชอบการยิงแบบสเปรย์
- ใช้ปืนราคาถูกเพื่อพลิกเกม ในรอบ Eco การใช้ Sheriff ฆ่าศัตรูและขโมยปืนราคาแพงมาใช้พลิกเกมได้
- ใช้ปืนให้เหมาะกับสกิล เช่น ใช้ Judge เมื่อเล่น Raze เพราะสามารถใช้ Blast Pack กระโดดเข้าไปยิงศัครูได้
การทำความเข้าใจจุดเด่นของแต่ละปืนใน VALORANT จะช่วยให้ผู้เล่นเลือกปืนที่เหมาะสมกับสไตล์การเล่นของผู้เล่นได้ดีขึ้น ช่วยให้การไต่แรงค์ง่ายขึ้นไปอีกขั้น







